



ต่อมาบ้านบัวชุมกลับมามีผู้คนเข้ามาอาศัยอีกครั้งหนึ่งในสมัยทวารวดี คือประมาณ 1,000 ปี จากหลักฐานที่ขุดพบโครงกระดูก เครื่องใช้ เครื่องประดับ ที่ทำด้วยหิน และสำริด สันนิษฐานว่าคงจะเป็นอาณาจักรที่ใหญ่มาก เพราะบริเวณที่ขุดพบสิ่งต่างๆเหล่านี้กระจายออกไปหลายตำบล เช่นบ้านซับน้อยตำบลซับตะเคียน บ้านท่ามะกอก บ้านวังอ่าง บ้านบัวชุม ตำบลบัวชุม บ้านหนองยายโต๊ะ และบ้านซับจำปา สันนิษฐานว่า เมืองศูนย์กลางน่าจะอยู่ที่บ้านซับจำปา เพราะพบหลักฐานรูปแบบของผังเมืองและร่องรอยของสิ่งปลูกสร้าง และวัตถุโบราณที่ขุดพบจะมากกว่าที่อื่น ต่อมาเมื่อขอมเรืองอำนาจและเข้ามามีอิทธิพลในแถบนี้ ซับจำปาก็กลับกลายเป็นเมืองร้างไม่มีผู้คนอาศัยติดต่อกันเป็นเวลาหลายร้อยปี ป่าไม้จึงขึ้นปกคลุมกลายเป็นป่าดงดิบ รัฐบาลได้ประกาศให้เป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา จนกระทั่งราว พ.ศ. 2480 2500 จึงมีผู้คนเข้าไปลักลอบตัดถางทำลายป่ายึดครองเป็นที่ทำกิน กลับกลายเป็นป่าเสื่อมโทรมดังเช่นในปัจจุบัน




เมื่อขอมเข้ามาครอบครองในแถบนี้บ้านบัวชุมก็กลับกลายมาเป็นศูนย์กลางอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งพบหลักฐานโบราณวัตถุ ซึ่งเป็นมรดกที่ตกทอดให้คนรุ่นหลังได้เก็บรักษาไว้ที่วัดสิงหารามจำนวนมากแต่ก็ถูกโจรกรรมไป จำนวนมากเช่นกัน ที่เหลือไว้เป็นหลักฐานก็คือพระพุทธรูปปรางค์นาคปรก และบานประตูไม้สักแกะสลัก ซึ่งเป็นศิลปะเขมรสมัยนครวัต สร้างขึ้นในราว พ.ศ. 1643 1718 หรือราว 800 900 ปีมาแล้ว (ปัจจุบันได้นำไปเก็บรักษาไว้พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ วังนารายณ์ราชนิเวศน์ ลพบุรี) จากหลักฐานที่พบนี้แสดงให้เห็นว่า เมืองไชยบาดาลในอดีตนั้นมีความเจริญรุ่งเรือง และมีวัฒนธรรมประเพณีตามแบบขอม โดยมีการสร้างวัด และสร้างพระพุทธรูป และมีการนำบุตรหลานเข้ามาบวชเรียนสืบทอดพระพุทธศาสนากันมาก ผู้คนจึงพากันเรียกเมืองไชยบาดาลอีกชื่อหนึ่งว่า เมืองบวชชุม ต่อมาภายหลังจึงกลายมาเป็น เมืองบัวชุม




เมืองไชยบาดาล หรือเมืองบัวชุม แต่เดิมมีพื้นที่กว้างขวาง ครอบคลุมพื้นที่หลายอำเภอด้วยกันคือ อำเภอชัยบาดาล อำเภอพัฒนานิคม อำเภอท่าหลวง และอำเภอสนธิ ขึ้นตรงกับมณฑลนครราชสีมา การเดินทางติดต่อ ใช้การเดินทางด้วยเท้า และสัตว์เป็นพาหนะ เช่น ช้าง ม้า เกวียนเทียมวัว โดยใช้ช่องตะพานหิน (ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่ของตำบลลำพญากลาง อำเภอลำสนธิ จังหวัดลพบุรี เมื่อผ่านช่องตะพานหินขึ้นไปก็จะเป็นเขตอำเภอเทพารักษ์ จังหวัดนครราชสีมา) ช่องตะพานหินเป็นช่องระหว่างเชิงเขา บนเทือกเขาดงพญาเย็น (แต่เดิมเรียกว่า ดงพญาไฟ) ซึ่งเป็นเขตแดนกั้นระหว่างภาคกลาง กับภาคตะวันออกเฉียงเหนือออกจากกัน การติดต่อกันเป็นไปด้วยความยากลำบาก ผู้คนที่อาศัยอยู่ทางแถบที่ราบสูงโคราช ซึ่งมีความแต่แห้งแล้งกันดาร ความเป็นอยู่ขัดสนจึงพยายามที่จะโยกย้ายไปหาแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ทำมาหากิน จึงดิ้นรนหาช่องทางที่จะเดินทางลงมาทางภาคกลาง โดยผ่านเทือกเขาดงพญาเย็น ซึ่งส่วนมากก็จะเจ็บป่วยล้มตายระหว่างการเดินทาง ด้วยสัตว์ป่าบ้าง ไข้ป่าบ้าง เขาจึงเรียกเทือกเขานี้ว่า ดงพญาไฟ ถึงแม้ว่าการเดินทางจะเสี่ยงต่อภัยอันตรายสักเพียงใด ชาวอีสานก็ไม่ละความพยายาม ยังคงหาช่องทางที่จะเดินทางลงมาให้ได้ ในที่สุดพวกเขาก็พบช่องทางที่จะเดินทางลงมา ซึ่งบริเวณที่พบเป็นลานหินกว้างและยาวคล้ายกับสะพานทอดข้ามลงไป เขาจึงเรียกว่า ช่องตะพานหิน การที่พวกเขาพยายามหาช่องทางจนพบนี้ชาวอีสานเรียกว่า ไช เมื่อผ่านช่องตะพานหินลงมาแล้ว จะเป็นที่ต่ำลงต่างจากที่ราบสูงโคราชมาก และเมื่อเดินทางต่อไปก็พบแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์มาก เขาจึงเปรียบเหมือนเป็นเมือง บาดาล เมื่อเขาพบแหล่งที่มีความอุดมสมบูรณ์เขาจึงกลับไปชักชวนญาติพี่น้อง ลงมาตั้งหลักแหล่งที่ทำมาหากินกันมากขึ้น การที่พวกเขาจะลงมาเขาก็มักจะพูดว่าไป ไชบาดาล จึงกลายเป็นชื่อเรียกที่แห่งนี้ว่า ไชยบาดาล เมื่อชาวอีสานสามารถเดินทางลงไปมาได้สะดวกพวกเขาจึงพากันอพยพลงมามากขึ้นจึงกลายเป็นเมือง ชื่อ เมืองไชยบาดาล ดังนั้นผู้คนที่อาศัยอยู่ในแถบนี้จึงมีวัฒนธรรมประเพณี และภาษาพูดคล้ายกับคนอีสาน