ประวัติชุมชนบ้านบัวชุม

 

บ้านบัวชุมตั้งอยู่ที่ตำบลบัวชุม   อำเภอชัยบาดาล   จังหวัดลพบุรี   บ้านบัวชุมนั้นมีประวัติความเป็นมาคู่กับประวัติ ของอำเภอชัยบาดาลเลยทีเดียว   ทั้งนี้เพราะบ้านบัวชุมนั้นเป็นที่ตั้งของ   เมืองไชยบาดาล   ในอดีต   ก่อนที่จะเปลี่ยนฐานะ มาเป็นอำเภอ   เมือง ไชยบาดาล เคยเป็นถึง หัวเมืองชั้นโท   ตั้งอยู่ที่บ้านบัวชุม ขึ้นกับมณฑลนครราชสีมา ดังมีประวัติพอสังเขปดังนี้

 

บ้านบัวชุม   แต่เดิมนั้นมีชื่อเรียกว่า   " เมืองบวชชุม "      ภายหลังจึงเรียกเพี้ยน มาเป็น   เมืองบัวชุม    จากการที่ นักแสวงโชคได้ไปขอเช่าที่ดิน เพื่อขุดหาสมบัติ   จากหลักฐานที่ขุดพบ ทำให้ทราบว่าบริเวณ บ้านบัวชุมในปัจจุบันนั้น ในอดีตเคยมีผู้คนอาศัยอยู่มาก่อนราว 2,500 - 3,500  ปี    และคงจะมีผู้คน อาศัยอยู่กินต่อเนื่องกันมาจนกระทั่ง ถึงสมัยกรุงอยุธยาดังที่ปรากฏ   ในพงศาวดาร ฉบับพระราช หัตถเลขา   กล่าวไว้ว่า   เมื่อปีกุน  
พ.ศ. 2122   พระยาละแวก   เจ้าเมือง กัมพูชาเห็นว่า กรุงศรีอยุธยา อ่อนกำลังลงด้วยตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า   จึงยกกองทัพมาทางนครราชสีมา หวังตีหัวเมืองทางตะวันออก ไปเป็นของตน   เวลานั้นสมเด็จพระนเรศวรทรงเสด็จ จากเมืองพิษณุโลกจะลงไปเฝ้าพระมหาธรรมราชา พระบิดาของพระองค์ ที่พระนครศรีอยุธยา    จึงโปรดให้พระยาศรีถมอรัตน์   เจ้าเมืองศรีเทพ กับพระยาชัยบุรี เจ้าเมืองชัยบาดาล   คุมพล ไปดักซุ่มโจมตี กองทัพ ของพระยาละแวกใน ดงพญากลาง   พระยาละแวกจึงถอยทัพกลับไป

 

ในสมัยกรุงธนบุรี   เมื่อพระเจ้าตากสินมหาราชได้กอบกู้เอกราชคืนจากพม่าได้แล้ว พระองค์ได้รวบรวมชุมนุมต่างๆหลังจากนั้น  พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ
สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ยกทัพไปแคว้นศรีสัตนาคนหุต   โดยยกทัพข้ามเทือกเขาดงพญาเย็น โดยใช้ช่องตะพานหิน เป็นช่องในการเดินทัพ   เมื่อได้ชัยชนะแล้วก็ได้กวาดต้อนผู้คนทางแถบอีสานตอนบนลงมาเป็นจำนวนมาก ส่วนหนึ่งก็ได้แบ่งแยกให้ตั้งหลักแหล่งทำมาหากินในเมืองไชยบาดาล   และกระจายไปตามเมืองต่างๆ    ในพื้นที่ ภาคกลางตอนล่าง   เช่น   ลพบุรี   สระบุรี เป็นต้น   จึงทำให้ผู้คนที่อาศัยอยู่ในท้องที่ของอำเภอชัยบาดาล   มีเชื้อสายของ ชาวอีสานอยู่เป็นจำนวนมาก   จากเหตุผลนี้จึงทำให้เมืองไชยบาดาลไปขึ้นกับมณฑลนครราชสีมา โดยใช้ช่องตะพานหิน   ในการเดินทางติดต่อกัน    เมื่อบ้านเมืองสงบพระเจ้าตากสินมหาราชได้แบ่งเขตการปกครองใหม่ และตั้งเมืองไชยบาดาลเป็นหัวเมืองชั้นนอก
(จากหนังสือประวัติศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ของกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ )

 

ต่อมาเมืองไชยบาดาลได้โอนไปขึ้นกับเมืองวิเชียรบุรี   มณฑลเพชรบูรณ์   จนกระทั่งปี พ.ศ.   2447
จึงได้ยกฐานะขึ้นเป็นอำเภอไชยบาดาล   ซึ่งแต่เดิมนั้นมีพื้นที่กว้างไกลรวมถึงอำเภอท่าหลวง และอำเภอลำสนธิด้วย   ซึ่งต่อมาได้แยกออกไปตั้งเป็นอำเภอในภายหลัง    การติดต่อกันในสมัยนั้นก็อาศัยลำน้ำป่าสักเป็นเส้นทางในการติดต่อ    แต่เนื่องจากในฤดูแล้งลำน้ำในแม่น้ำป่าสักก็แห้งการติดต่อกันไม่สะดวก   

 

ในปี พ.ศ. 2461 จึงได้โอนจากมณฑล เพชรบูรณ์ไปขึ้นกับมณฑลสระบุรีและย้ายที่ทำการอำเภอจากบัวชุมไปตั้งที่ใหม่เรียกว่า   บ้านไชยบาดาล    (ซึ่งในปัจจุบันได้ย้ายออกไปจากที่ตั้งเดิม เนื่องจากได้รับผลกระทบจากเขื่อนป่าสัก)เหตุผลเพราะว่าอยู่ใกล้สระบุรีมากกว่า ที่บัวชุมแต่ก็ยังคงอาศัยแม่น้ำป่าสักในการติดต่อค้าขายกันอยู่เช่นเดิม

 

  ต่อมาทางราชการได้ตัดถนนจากลพบุรีผ่านอำเภอโคกสำโรง อำเภอชัยบาดาล ขึ้นไปยังนครราชสีมา ชื่อ ถนน " สุระนารายณ์ " 
การเดินทางทางบกจึงสะดวกกว่าทางน้ำ จึงโอนจากจังหวัดสระบุรี ไปขึ้นกับจังหวัดลพบุรี ในปี
พ.ศ. 2484    ต่อมาทางราชการได้ตัดถนนชื่อ ถนนคชเสนีย์จากสระบุรีผ่านม่วงค่อม บ้านลำนารายณ์ไปยังเพชรบูรณ์
จึงทำให้ลำนารายณ์กลายเป็นศูนย์กลางในการค้าขาย   และเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว   ทางราชการจึงได้ย้ายที่ทำการอำเภอ จากไชยบาดาลมาตั้งใหม่ที่บ้านลำนารายณ์   ซึ่งขณะนั้นขึ้นอยู่กับตำบลบัวชุม   จนถึงปี พ.ศ. 2502  และ จึงได้แยกออกไป ตั้ง เป็นตำบลลำนารายณ์   และเปลี่ยนชื่ออำเภอจาก " ไชยบาดาล " มาใช้เป็น " ชัยบาดาล "  จนถึงทุกวันนี้

 

ตำบลบัวชุมในปัจจุบันประกอบไปด้วยหมู่บ้านต่างๆ   9  หมู่บ้าน

หมู่ที่   1 , 2 , และหมู่ที่   3   ตั้งอยู่รวมกันเป็นชุมชนใหญ่   เรียกว่าบ้านบัวชุม
                     หมู่ที่   4     ตั้งอยู่ที่บ้านซับเค้าแมว
                     หมู่ที่   5     ตั้งอยู่ที่บ้านเขาสมโภชน์ และบ้านเตาขนมจีน
                     หมู่ที่   6     ตั้งอยู่ที่บ้านวังอ่าง
                     หมู่ที่   7     ตั้งอยู่ที่บ้านซับสะแก
                     หมู่ที่   8     ตั้งอยู่บ้านธงชัยสามัคคี
                     หมู่ที่   9     ตั้งอยู่ที่บ้านลำพญาไม้
                      คำขวัญประจำตำบลว่า     " บัวชุมเมืองเก่า    เขาสมโภชน์สูงส่ง   หลวงพ่อคงทรงศีล   เตาขนมจีนเลิศล้ำ    วัฒนธรรมรำโทน   เปี่ยมล้นด้วยน้ำใจ   ห่างไกลยาเสพติด "